การใช้วิทยุสื่อสาร

การใช้วิทยุสื่อสาร

หลักการใช้เครื่องวิทยุคมนาคม
ปัจจุบันวิทยุคมนาคมมีบทบาทสําคัญต่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ และชีวิตประจําวัน ของประชาชนอย่างมาก การติดต่อสื่อสารโดยใช้เครื่องวิทยุคมนาคมเป็นการติดต่อสื่อสารรูปแบบหนึ่ง ที่ง่าย รวดเร็ว และประหยัด จึงมีความจําเป็นมากในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามการสื่อสาร ทางวิทยุคมนาคมจะได้ผลสมบูรณ์สามารถอํานวยประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ต้องคํานึงถึงหลักการ ความถูกต้อง และเหมาะสมในการใช้งาน ผู้ที่จะใช้เครื่องวิทยุคมนาคมเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารจําเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องวิทยุคมนาคม ตลอดจนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

กฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับเครื่องวิทยุคมนาคม

2.1 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัติน
“เครื่องวิทยุคมนาคม” หมายความว่า เครื่องส่งวิทยุคมนาคม เครื่องรับวิทยุคมนาคม หรือเครื่องรับ
และส่งวิทยุคมนาคม เครื่องรับหรือเครื่องรับและส่งวิทยุคมนาคมด้วยคลืนแฮรตเซียนตามลักษณะ
หรือประเภทที่กําหนดในกฎกระทรวงเพื่อประโยชน์ในการควบคุมการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมให้ถือว่า
อุปกรณ์ใด ๆ ของเครื่องวิทยุคมนาคมตามที่กําหนดในกฎกระทรวงเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมด้วย

มาตรา 6 ห้ามมิให้ผู้ใด ทํา มี ใช้ นําเข้า นําออก หรือค้าส่งเครื่องวิทยุคมนาคม เว้นแต่จะได้รับ
ใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ฯลฯ

มาตรา 11 ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งสถานีวิทยุคมนาคม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออก
ใบอนุญาต ฯลฯ

มาตรา 23 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 6 มาตรา 11 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือ
จําคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจํา
มาตรา 26 ผู้ใดจงใจกระทําให้เกิดการรบกวน หรือขัดขวางต่อการส่งหรือรับวิทยุคมนาคมมีความผิด
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจําคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจําฯลฯ

2.2 ระเบียบกรมไปรษณีย์โทรเลขว่าด้วยการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถ
(SYNTHESIZER) ของหน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ

2.2.1 เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ เครื่องรับ – ส่งวิทยุในปัจจุบันส่วนใหญ่นิยมใช้วิธี
สังเคราะห์ความถี่ วงจรที่ทําหน้าที่สังเคราะห์ความถี่เรียกว่า “(SYNTHESIZER)” ซึ่ง
กรมไปรษณีย์โทรเลขได้แบ่งประเภทเครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ ความถี่ของหน่วยราชการ
และรัฐวิสาหกิจไว้ 2 ประเภท คือ
1) เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ประเภท 1 หมายถึง เครื่องวิทยุคมนาคม
ผู้ใช้งานสามารถตั้งความถี่วิทยุได้เองจากภายนอกเครื่องวิทยุคมนาคม
2) เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ประเภท 2 หมายถึง เครื่องวิทยุคมนาคม
ผู้ใช้งานไม่สามารถตั้งความถี่วิทยุได้เองจากภายนอกเครื่องวิทยุคมนาคม แต่สามารถตั้งความถี่วิทย
ด้วยเครื่องความถี่วิทยุ (PROGRAMMER) หรือโดยวิธีอื่น ๆ

2.2.2 บุคคลที่จะใช้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถี่ต้องมีฐานะ
1) เป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจําของหน่วยงานหรือมาช่วยราชการ
2) เป็นบุคคลธรรมดาทีได้รับอนุญาตให้ร่วมใช้ความถี่วิทย
3) เป็นบุคคลฯ ที่ได้รับอนุญาตให้ร่วมใช้ความถี่วิทยุฯ
4) ต้องไม่เป็นผู้มีพฤติกรรมเป็นที่เสียหายหรือเป็นภัยต่อสังคมหรือความมั่นคงของชาต
5) ต้องผ่านการฝึกอบรมการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถ
6) ต้องผ่านการฝึกอบรมการรักษาความปลอดภัย เกี่ยวกับการสื่อสาร พ.ศ. 2525
7) ต้องได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าหน่วยงาน ว่าจําเป็นต้องใช้เครื่องวิทยุฯ

2.2.3 หลักปฏิบัติในการใช้เครื่องวิทยุคมนาคมแบบสังเคราะห์ความถ
1) ให้ใช้เฉพาะความถี่วิทยุที่ได้รับอนุญาต การใช้ความถี่วิทยุนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต เจ้าของ
ความถี่วิทยุต้องอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรและเสนอให้กรมไปรษณีย์โทรเลขอนุมัติ
2) การพกพาเครื่องวิทยุคมนาคมไปใช้งานนอกที่ตั้งหน่วยงาน จะต้องพกพาไปเพื่อการปฏิบัติราชการ
เท่านั้น และพกพาในลักษณะที่เหมาะสม
3) ผู้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมต้องมีบัตรประชาชนตัวผู้ใช้เครื่องวิทยุคมนาคม และบัตรประจําเครื่อง
วิทยุคมนาคมสําหรับแสดงต่อเจ้าพนักงานเมื่อถูกตรวจค้นในกรณีเครื่องวิทยุคมนาคมส่วนตัว ผู้ใช
จะต้องแสดงใบอนุญาตต่อ เจ้าพนักงานเมื่อถูกตรวจค้น

หลักปฏิบัติในการติดต่อสื่อสาร
การเตรียมการก่อนการเรียกขาน
1. ต้องจดบันทึกหรือเตรียมข้อความที่จะพูดไว้ก่อน เพื่อความรวดเร็ว การทวงถามถูกต้อง และ
เป็นหลักฐานในการติดต่อของสถานีตนเองอีกด้วย
2. ข้อความที่จะพูดทางวิทยุ ต้องสั้น กะทัดรัด ชัดเจน และได้ใจความ
3. ก่อนพูดต้องฟังก่อนว่าข่ายสื่อสารนั้นว่างหรือไม่ เพื่อจะได้ไม่เกิดการรบกวนการทํางานของสถานีอื่น โดยต้องใช้นามเรียกขานที่กําหนดให้เท่านั้น
4. ตรวจสอบนามเรียกขานของหน่วยงานหรือบุคคลที่จะต้องทําการติดต่อสื่อสารก่อน
5. การเรียกขานหรือการตอบการเรียก ต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติของข่ายสื่อสารการเรียกขาน
การเรียกขานต้องครบองค์ประกอบ ดังนี้
– “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่ถูกเรียก
– “จาก”
– “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่เรียก
– “เปลี่ยน”

 

การตอบรับการเรียกขาน
การตอบในการเรียกขาน ครั้งแรกต้องตอบแบบเต็ม ซึ่งประกอบด้วย
ก. “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่เรียก
ข. “จาก”
ค. “นามเรียกขาน” ของสถานี, บุคคลฯ ที่ถูกเรียก
ง. “เปลียน”

 

*ตัวอย่างที่ 1
(ศูนย์ฯ เรียก) เขตป้อมปราบ 401 จาก อุบัติภัย เปลี่ยน
ลูกข่ายตอบ) อุบัติภัย จาก เขตป้อมปราบ 401 เปลี่ยน หรือ
(ลูกข่ายตอบ) จาก เขตป้อมปราบ 401 ว.2 เปลี่ยน (ตอบอย่างย่อ) หรือ
(ลูกข่ายตอบ) เขตป้อมปราบ 401 ว.2 เปลี่ยน (ตอบอย่างย่อ)
*ตัวอย่างที่ 2
(ศูนย์ฯ เรียก) เขตป้อมปราบ 44 จาก เขตป้อมปราบ 401 เปลี่ยน
(ลูกข่ายตอบ) เขตป้อมปราบ 401 จาก เขตป้อมปราบ 44 เปลี่ยน หรือ
(ลูกข่ายตอบ) จาก เขตป้อมปราบ 44 ว.2 เปลี่ยน (ตอบอย่างย่อ) หรือ
(ลูกข่ายตอบ) เขตป้อมปราบ 44 ว.2 เปลี่ยน

 

ขั้นตอนการติดต่อสื่อสาร
1. การติดต่อสื่อสารโดยทั่วไปเรียกศูนย์ฯ ที่สังกัด
– การเรียกขาน / การตอบ
– ใช้นามเรียกขานที่กําหนด
2. แจ้งข้อความ / วัตถุประสงค์ / ความต้องการ
– สั้น กะทัดรัด ชัดเจน ได้ใจความ
– ใช้ประมวลสัญญาณ ว. ที่กาหนด
3. จบข้อความลงท้ายคําว่าเปลี่ยน

การรับ / แจ้งเหตุฉุกเฉิน
1. เมื่อพบเหตุหรือต้องการความช่วยเหลือให้แจ้งศูนย์ฯ ที่สังกัดหรือสัญญาณ ที่สามารถติดต่อสื่อสาร
ได
2. เตรียมรายละเอียด (ใคร ทําอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร) ของเหตุเพื่อจะได้แจ้งได้ทันท
3. เมื่อแจ้งเหตุแล้วควรเปิดเครื่องรับ – ส่งวิทยุให้พร้อมไว้เพื่อจะได้ฟังการติดต่อประสานงาน
รายละเอียดเพิ่มเติม
4. เมื่อแจ้งเหตุแล้วควรรายงานผลคืบหน้าในการประสานงานเป็นระยะ
5. เมื่อมีผู้แจ้งเหตุแล้วไม่ควรสอดแทรกเข้าไป ควรฟังอย่างสงบเพื่อมิให้เกิดการรบกวนและความสับสน

 

มารยาทและข้อห้ามการใช้วทยุสื่อสาร
1. ไม่ติดต่อกับสถานีที่ใช้นามเรียกขานไม่ถกต้อง
2. ไม่ส่งข่าวสารที่เกี่ยวกับข่าวทางธุรกิจการค้า
3. ไม่ใช้ถ้อยคําที่ไม่สุภาพ หรือหยาบคายในการติดต่อสื่อสาร
4. ไม่แสดงอารมณ์โกรธในการติดต่อสื่อสาร
5. ห้ามการรับส่งข่าวสารอันมีเนื้อหาละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมือง
6. ไม่ส่งเสียงดนตรี รายการบันเทิง และการโฆษณาทุกประเภท
7. ให้โอกาสสถานีที่มีข่าวสําคัญ เร่งด่วน ข่าวฉุกเฉิน ส่งข่าวก่อน
8. ยินยอมให้ผู้อื่นใช้เครื่องวิทยุคมนาคม
9. ห้ามติดต่อสื่อสารในขณะมึนเมาสุราหรือควบคุมสติไม่ได
10. ในกรณีทมีเรื่องเร่งด่วนต้องการส่งแทรกหรือขัดจังหวะการส่งข่าวควรรอจังหวะที่คู่สถานีจบ
ข้อความที่สําคัญก่อนแล้วจึงส่ง

การใช้และการบํารุงรักษาเครื่องวิทยุคมนาคม
เครื่องรับ–ส่งวิทยุคมนาคม
1. การใช้เครื่องวิทยุคมนาคมชนิดมือถือไม่ควรอยู่ใต้สายไฟฟ้าแรงสูง ต้นไม้ใหญ่ สะพานเหล็ก หรือสิ่ง
กําบังอย่างอื่นที่เป็นอุปสรรคในการใช้ความถี่วิทย
2. ก่อนใช้เครื่องวิทยุคมนาคมให้ตรวจดูว่าสายอากาศ หรือสายนําสัญญาณต่อเข้ากับขั้วสายอากาศ
เรียบร้อยหรือไม
3. ขณะส่งออกอากาศไม่ควรเพิ่มหรือลดกําลังส่ง (HI – LOW)
4. ในการส่งข้อความ หรือพูดแต่ละครั้งอย่ากดสวิทซ์ (PTT) ไม่ควรส่งนานเกินไป (เกินกว่า 30 วินาที)
แบตเตอร
1. แบตเตอรี่ใหม่ให้ทําการประจุกระแสไฟฟ้าครั้งแรกนานประมาณ 16 ชั่วโมง ก่อนการนําไปใช้งาน
และครบ 16 ชั่วโมงแล้ว ให้นาแบตเตอรี่ออกจากเครื่องประจุแบตเตอรี่จนกว่าแบตเตอรี่จะเย็น จึงจะ
นําแบตเตอรี่ไปใช้งานได
2. แบตเตอรี่ (NICKEL CADMIUM) ต้องใช้งานให้หมดกระแสไฟฟ้าจึงจะนําไปประจุกระแสไฟฟ้าได
3. การประจุกระแสไฟฟ้าหลังจากกระแสไฟฟ้า ตามข้อ 2 หมดแล้ว ให้นําไปทําการประจ
กระแสไฟฟ้าใหม่ตามระยะเวลาใช้งานแบตเตอร
4. ถ้าแบตเตอรี่ใช้งานไม่หมดกระแสไฟฟ้า ไม่ควร ทําการประจุกระแสไฟฟ้าเนื่องจากจะทําให
แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่ากําหนด (NICKEL CADMIUM)
5. ถ้าแบตเตอรี่สกปรกทั้งที่ตวเครื่องรับ – ส่ง และขั้วแบตเตอรี่ให้ทําความสะอาดโดยใช้ยางลบ
สําหรับลบหมึกทําความสะอาด

สายอากาศ
1. ความยาวของสายอากาศจะต้องสัมพันธ์กับความถี่วิทยุที่ใช้งาน
2. สายอากาศชนิดชัก ต้องชักสายอากาศให้สุดในขณะใช้งาน และเก็บทีละท่อน
การพกพาเครื่องวิทยุคมนาคม
1. วิทยุสื่อสารให้ใช้ได้เฉพาะพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต
2. การพกพาเครื่องวิทยุชนิดมือถือ ต้องนําใบอนุญาตติดตัวไปด้วย หรือถ่ายสําเนาและมีการรับรอง
สําเนาด้วย
3. การพกพาเครื่องวิทยุชนิดมือถือเข้าไปในสถานที่ต่าง ๆ ควรพิจารณาถึงสภาพของสถานที่ด้วยว่า
ควรปฏิบัติอย่างไร เช่น ในห้องประชุม ในร้านอาหาร ถ้าจําเป็นควรใช้หูฟัง
4. ขณะพกพาวิทยุควรแต่งกายให้เรียบร้อย และมิดชิดโดยสุภาพ
5. ในกรณีที่มี จ้าหน้าที่ขอตรวจสอบ ควรให้ความร่วมมือ โดยสุภาพ

ที่มา : http://irrigation.rid.go.th/rid8/communication/commu54/user_radio54.pdf

Be Sociable, Share!


*

Copyright © All Rights Reserved · Green Hope Theme by Sivan & schiy · Proudly powered by WordPress